10 วิธีลดความชื้นในบ้าน ลดความเสี่ยงโรคระบบทางเดินหายใจ

MeSpace Self Storage Specialist
หมวดหมู่ : Storage Tips
3 นาที • 6 มี.ค. 2569
Key takeaway
ความชื้นในบ้านคือปริมาณไอน้ำในอากาศที่วัดเป็นความชื้นสัมพัทธ์ หรือ RH (Relative Humidity) โดยระดับความชื้นในห้องที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 30-60% RH หากเกิน 60% จะไปเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เกิดเชื้อรา ไรฝุ่น และความเสียหายต่อโครงสร้าง แต่หากเกิน 70% เชื้อราจะสามารถเติบโตได้รวดเร็ว วิธีลดความชื้นในบ้านที่ได้ผลควรทำแบบเป็นระบบ ตั้งแต่การเพิ่มการระบายอากาศ ใช้พัดลมดูดอากาศและเครื่องปรับอากาศอย่างถูกวิธี ควบคุมค่า RH ด้วยเครื่องลดความชื้น แก้ไขจุดรั่วซึม และปรับการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้ลมหมุนเวียน พร้อมวัดค่าความชื้นสม่ำเสมอ บ้านที่ควบคุมความชื้นได้ดีไม่เพียงลดกลิ่นอับและเชื้อรา แต่ยังช่วยยืดอายุวัสดุ ปกป้องทรัพย์สิน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาวTable of Content
- เจาะลึกต้นเหตุที่ทำให้ความชื้นในบ้านสูง
- 8 สัญญาณเตือน บ้านของคุณมีความชื้นสูงเกินไป
- 10 วิธีลดความชื้นในบ้านและห้องนอนแบบเห็นผล
- คู่มือจัดระเบียบบ้าน ป้องกันความชื้นระยะยาว
- 10 ไอเทมเสี่ยงอันตราย อาจเสียหายเพราะความชื้น
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดความชื้นในห้อง (FAQs)
หลายคนไม่เคยรู้ว่าบ้านที่ดูสะอาด ตกแต่งสวยงาม อาจกำลังซ่อนปัญหาที่มองไม่เห็นอย่าง “ความชื้น” ไว้ภายในผนัง พื้น และอากาศรอบตัว โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย หากควบคุมไม่ดี ความชื้นสะสมสามารถนำไปสู่การเกิดเชื้อรา กลิ่นอับ ปัญหาสุขภาพ และความเสียหายต่อทรัพย์สินระยะยาว การเข้าใจต้นเหตุ สังเกตสัญญาณเตือน และใช้วิธีลดความชื้นในบ้านอย่างถูกต้อง คือกุญแจสำคัญในการดูแลบ้านให้น่าอยู่และปลอดภัย
![]()
เจาะลึกต้นเหตุที่ทำให้ความชื้นในบ้านสูง
ความชื้นในบ้าน คือ ปริมาณไอน้ำในอากาศเมื่อเทียบกับระดับสูงสุดที่อากาศจะรองรับได้ ณ อุณหภูมิขณะนั้น โดยจะวัดในรูปแบบของความชื้นสัมพัทธ์ มีหน่วยเป็น RH หรือ Relative Humidity
สำหรับผู้ที่อยากรู้ว่าระดับความชื้นในห้องที่เหมาะสมอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ คำตอบคือ ระดับความชื้นที่เหมาะกับการอยู่อาศัยจะอยู่ที่ 30-60% RH หากมากหรือน้อยเกินไป อาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมภายในพื้นที่ได้ ดังนี้
- มากกว่า 60% เพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดเชื้อราและไรฝุ่น
- มากกว่า 70% เชื้อราสามารถเจริญเติบโตได้รวดเร็ว
- ต่ำกว่า 30% อาจทำให้ระคายเคืองผิวและระบบทางเดินหายใจ
สาเหตุที่ทำให้บ้านมีความชื้นสูง
- สภาพภูมิอากาศ : ประเทศไทยมีความชื้นภายนอกเฉลี่ย 70-90% RH และสูงเป็นพิเศษในฤดูฝน ทำให้ความชื้นแทรกซึมเข้าสู่อาคารได้ง่าย
- กิจกรรมภายในบ้าน : เช่น การอาบน้ำ การทำอาหารประเภทต้มหรือนึ่ง การตากผ้าในบ้าน ซึ่งเป็นการปล่อยไอน้ำเข้าสู่อากาศโดยตรง
- ปัญหาโครงสร้างอาคาร : เช่น หลังคารั่ว ผนังร้าว ระบบกันซึมชำรุด หรือท่อน้ำรั่ว
- ระบบระบายอากาศไม่ดี : บ้านปิดทึบ ไม่มีพัดลมดูดอากาศ หรือไม่มีช่องลมเพื่อระบายอากาศมากเท่าที่ควร ทำให้ความชื้นสะสมภายในบ้านสูงขึ้น
ผลเสียของบ้านที่มีความชื้นสูงเกินไป
- ผลเสียต่อสุขภาพ : ความชื้นและเชื้อราในอาคารกระตุ้นการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ และหอบหืด โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ
- ผลเสียต่อโครงสร้างบ้าน : ลดอายุการใช้งานของวัสดุก่อสร้าง ทำให้เหล็กเป็นสนิม สีลอก พอง แตก ปูนแตกร้าว และพื้นไม้บวมโก่ง
- ผลเสียต่อทรัพย์สินในบ้าน : ความชื้นส่งผลต่อเฟอร์นิเจอร์หนัง ผ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เกิดกลิ่นอับ เชื้อรา และเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร
8 สัญญาณเตือน บ้านของคุณมีความชื้นสูงเกินไป
ก่อนจะไปถึงวิธีลดความชื้นในบ้าน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องสังเกตให้เป็นก่อน ว่าบ้านกำลังส่งสัญญาณเตือนอะไรอยู่ เพราะจุดเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม หากปล่อยไว้นานอาจลุกลามเป็นปัญหาเชื้อรา โครงสร้างเสื่อมสภาพ หรือกระทบต่อสุขภาพของคนในครอบครัวโดยไม่รู้ตัวมีกลิ่นอับแม้เพิ่งทำความสะอาด คล้ายกลิ่นผ้าเปียกหรือกลิ่นดินชื้น
- ผนังมีคราบดำ คราบเขียว หรือคราบเหลือง เกาะอยู่ตามมุมต่าง ๆ โดยเฉพาะขอบหน้าต่างและหลังตู้
- สีพองเป็นฟอง แตกเป็นแผ่น หรือล่อนหลุดง่าย เนื่องจากความชื้นซึมอยู่ด้านหลังผนัง ทำให้ชั้นสีไม่สามารถยึดเกาะผนังได้
- กระจกหน้าต่างหรือกระจกห้องน้ำมีไอน้ำเกาะตลอดเวลา แม้ไม่ได้อาบน้ำหรือทำอาหาร
- เสื้อผ้าในตู้มีกลิ่นอับหรือเกิดจุดเชื้อราบนผ้า
- ฝ้าเพดานมีจุดด่างสีน้ำตาล สีเหลือง หรือสังเกตเห็นเป็นวงรอยน้ำ จากปัญหาน้ำรั่วซึมหรือไอน้ำสะสมในโครงสร้างด้านบน
- คนในบ้านมีอาการภูมิแพ้บ่อยขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอาการไอ จาม คัดจมูก หรือระคายเคืองตา
- พื้นไม้เริ่มบวมโก่ง มีเสียงดังเวลาเดิน เกิดจากความชื้นซึมเข้าสู่เนื้อไม้ ทำให้ไม้แท้และลามิเนตขยายตัวผิดปกติ
การสังเกตสัญญาณเหล่านี้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถหาวิธีลดความชื้นในห้องนอนและห้องอื่น ๆ ในบ้านได้ทันท่วงที ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
![]()
10 วิธีลดความชื้นในบ้านและห้องนอนแบบเห็นผล
วิธีลดความชื้นในบ้าน ห้องนอน และห้องอื่น ๆ ควรทำอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้งานพื้นที่ ไปจนถึงการแก้ไขโครงสร้างในจุดที่มีปัญหา เพื่อให้ความชื้นลดลงจริงและไม่กลับมาสะสมซ้ำ
1. เปิดหน้าต่างหรือประตูให้ลมไหลผ่าน
ถือเป็นวิธีลดความชื้นในห้องที่ง่ายที่สุด เพราะจะช่วยระบายอากาศ ลดความชื้นสะสมได้ดี โดยควรเลือกเปิดช่วงเช้าที่แดดออกและความชื้นภายนอกไม่สูงเกินไป หลีกเลี่ยงการเปิดช่วงฝนตกหรือกลางคืน เพราะอาจนำความชื้นจากภายนอกเข้ามาเพิ่มได้
2. ใช้พัดลมดูดอากาศในห้องน้ำและครัว
ห้องน้ำและครัวเป็นแหล่งกำเนิดไอน้ำชั้นดี ควรเปิดพัดลมดูดอากาศทุกครั้งที่อาบน้ำหรือทำอาหาร และเปิดต่ออย่างน้อย 15-20 นาทีหลังใช้งาน และตรวจสอบท่อระบายอย่างสม่ำเสมอ ป้องกันท่ออุดตันและความชื้นไหลย้อนเข้าบ้าน
3. ใช้เครื่องปรับอากาศอย่างถูกวิธี
เครื่องปรับอากาศช่วยลดความชื้นผ่านกระบวนการควบแน่น ตั้งอุณหภูมิให้อยู่ที่ 25-27 องศาเซลเซียส และใช้โหมด Dry เมื่ออากาศชื้นจัด รวมทั้งทำความสะอาดแผ่นกรองและท่อน้ำทิ้งอย่างสม่ำเสมอ
4. ใช้เครื่องลดความชื้น
การใช้เครื่องลดความชื้นคือหนึ่งในวิธีลดความชื้นในบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับห้องนอน ห้องเก็บของ หรือพื้นที่อับที่อากาศไม่ถ่ายเท แต่ควรเลือกขนาดเครื่องให้เหมาะกับพื้นที่ พร้อมกับตั้งค่าความชื้นไว้ที่ 50-55% RH ทั้งยังต้องหมั่นเทน้ำออกจากถังและทำความสะอาดตัวกรองตามรอบการใช้งาน
5. ใส่สารดูดความชื้นในพื้นที่ปิด
ห้องเก็บของ ลิ้นชัก ตู้เสื้อผ้า เป็นพื้นที่ปิดที่มีไอน้ำสะสมอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว โดยสามารถใช้ซิลิกาเจลหรือสารดูดความชื้นชนิดกล่องช่วยควบคุมระดับความชื้นเฉพาะจุด และเปลี่ยนเมื่อสารดูดความชื้นเต็มหรือหมดประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันกลิ่นอับและเชื้อรา
6. จัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้ลมหมุนเวียน
หลายคนไม่รู้ว่าการจัดเฟอร์นิเจอร์คือวิธีลดความชื้นในห้องนอนชั้นดี เว้นระยะห่างระหว่างตู้หรือเตียงกับผนังอย่างน้อย 5-10 เซนติเมตร ไม่วางชิดผนังหรือมุมอับ เพิ่มช่องว่างช่วยให้อากาศหมุนเวียน ลดการสะสมความชื้นในบ้าน
7. หลีกเลี่ยงการตากผ้าในพื้นที่ปิด
การตากผ้าในบ้านสามารถเพิ่มความชื้นในอากาศได้อย่างมาก หากจำเป็น แนะนำให้เปิดหน้าต่างร่วมกับพัดลมดูดอากาศ หรือใช้เครื่องลดความชื้นควบคู่ไปด้วย
8. ตรวจสอบและซ่อมจุดที่มีน้ำรั่วซึม
เช็กหลังคา ฝ้าเพดาน ขอบหน้าต่าง ผนังห้องน้ำ และใต้อ่างล้างจานอย่างสม่ำเสมอ หากพบคราบน้ำหรือความชื้นสะสมควรซ่อมทันที เพราะการรั่วซึมเล็กน้อยสามารถลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตได้
9. ทำระบบกันซึมใหม่และปรับปรุงฉนวน
หากบ้านของคุณมีปัญหาเรื้อรัง วิธีลดความชื้นในบ้านที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุด คือการแก้ที่โครงสร้าง เช่น ทำกันซึมดาดฟ้า ทาผนังภายนอกด้วยสีชนิดกันซึม หรือเพิ่มฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา เพื่อควบคุมอุณหภูมิและลดความชื้นในห้อง
10. วัดค่าความชื้นในบ้านเป็นประจำ
ใช้เครื่องวัดความชื้น (Hygrometer) เพื่อตรวจสอบระดับ RH ภายในบ้านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกต้องว่าควรใช้วิธีใดลดความชื้นในห้อง ที่สามารถเพิ่มการระบายอากาศ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอร์ หรือใช้เครื่องลดความชื้นดี
คู่มือจัดระเบียบบ้าน ป้องกันความชื้นระยะยาว
นอกจากวิธีลดความชื้นในบ้านแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่คุณสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ คือการจัดระเบียบบ้านเพื่อป้องกันความชื้น ลดความเสี่ยงการเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โครงสร้าง และทรัพย์สิน โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การจัดบ้านให้อากาศหมุนเวียนได้ดี
- อย่าเก็บของชิดผนังทั้งหมด เว้นพื้นที่ 5-10 เซนติเมตรให้ลมไหลผ่าน ลดการเกิดเชื้อราและคราบดำจากความชื้นสะสม
- แยกโซนของใช้ตามความไวต่อความชื้น โดยเฉพาะเอกสาร หนังสือ หนังแท้ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- หลีกเลี่ยงการวางสิ่งของบนพื้นโดยตรง เนื่องจากพื้นคอนกรีตสามารถดูดซับและถ่ายเทความชื้นจากดินได้ การใช้ชั้นวางหรือแผ่นรองยกสูงจากพื้นอย่างน้อย 5 เซนติเมตร จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดความชื้นได้
- พยายามไม่ให้ในบ้านมีของเยอะเกินไป เนื่องจากการวางของกองรวมกันหรือเก็บในพื้นที่อับ จะทำให้เกิดจุดอับอากาศที่ลมหมุนเวียนไปไม่ถึง ส่งผลให้ความชื้นสะสมได้ง่าย ควรจัดให้เป็นระเบียบหรือเก็บไว้ในห้องเก็บของ เพื่อให้พื้นที่ในบ้านโปร่งขึ้น
- จัดระเบียบห้องเก็บของด้วยการลดปริมาณของเพื่อให้อากาศถ่ายเท เพราะกล่องและสิ่งของที่อัดแน่นเต็มห้องจะขัดขวางการไหลเวียนของอากาศ ทำให้เกิดจุดอับชื้นได้ง่าย
10 ไอเทมเสี่ยงอันตราย อาจเสียหายเพราะความชื้น
สำหรับทรัพย์สินที่เสี่ยงเสียหายจากความชื้น โดยเฉพาะวัสดุที่ดูดซับน้ำได้ง่าย หรือมีชิ้นส่วนโลหะและวงจรไฟฟ้า ควรจัดเก็บอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
- เสื้อหนังและรองเท้าหนัง
- เอกสารสำคัญ
- หนังสือและนิตยสาร
- เครื่องดนตรีไม้ เช่น กีตาร์ เปียโน ไวโอลิน
- กล้องถ่ายรูปและเลนส์
- คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- เฟอร์นิเจอร์ไม้แท้
- ที่นอนและหมอน
- ไวน์และเครื่องดื่มสะสม
- ของสะสม เช่น โมเดล ภาพวาด
หากบ้านมีของแน่นเกินไปจนลมไหลเวียนไม่สะดวก หรือคุณมีสิ่งของที่เสี่ยงเสียหายจากความชื้น การย้ายสิ่งของบางส่วนออกไปเก็บภายนอกบ้านคือวิธีลดความชื้นในบ้านที่ช่วยแก้ปัญหาได้สองต่อ ทั้งเพิ่มการถ่ายเทอากาศภายในบ้าน ทำให้ความชื้นสะสมลดลง และช่วยให้พื้นที่อยู่อาศัยโปร่ง โล่ง สบายขึ้น ขณะเดียวกัน บริการห้องเก็บของส่วนตัวของ MeSpace Self Storage ยังช่วยดูแลทรัพย์สินของคุณได้อย่างหายห่วง เพราะจะถูกจัดเก็บในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากความชื้น ฝุ่น และเชื้อรา ของชิ้นสำคัญจึงยังคงปลอดภัย พร้อมใช้งานเมื่อคุณต้องการ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่ในบ้านอีกต่อไป
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอใบเสนอราคาได้ที่เบอร์ 02-710-4088 หรือ แอดไลน์ @mespace.storage
ข้อมูลอ้างอิง
- ความชื้นในอากาศ | สำคัญอย่างไรและวิธีการตรวจวัด. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.tools.in.th/moisture-and-humidity/air-humidity/
- วิธีไล่ความชื้นในห้อง บอกลากลิ่นอับ โรคร้ายไม่มาเยือน. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.lg.com/th/blog-list/how-to-get-rid-of-humidity-in-the-room/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดความชื้นในห้อง (FAQs)
Q : ความชื้นในบ้านสูงเกิดจากสาเหตุใดบ่อยที่สุด ?
A : สาเหตุหลักคือการระบายอากาศไม่เพียงพอ น้ำรั่วซึม และกิจกรรมที่ปล่อยไอน้ำ เช่น อาบน้ำ ต้มอาหาร และตากผ้าในบ้าน
Q : เครื่องวัดความชื้นควรติดตั้งตรงไหนของบ้าน ?
A : ควรวางในระดับความสูงประมาณ 1-1.5 เมตรจากพื้น หลีกเลี่ยงการวางไว้ใกล้หน้าต่าง ห้องน้ำ หรือเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้ได้ค่าที่ใกล้เคียงความเป็นจริง
Q : ฤดูฝนควรลดความชื้นในห้องอย่างไร ?
A : เพิ่มการใช้เครื่องลดความชื้นหรือใช้เครื่องปรับอากาศโหมด Dry หลีกเลี่ยงการเปิดหน้าต่างช่วงฝนตก และตรวจสอบจุดรั่วซึมอย่างสม่ำเสมอ
Q : ควรตรวจวัดความชื้นในบ้านบ่อยแค่ไหน ?
A : ควรวัดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งในช่วงหน้าฝน หรือเมื่อสังเกตเห็นสัญญาณผิดปกติ เช่น กลิ่นอับหรือคราบเชื้อรา

เขียนโดย MeSpace Self Storage Specialist
ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจห้องเก็บของให้เช่า ผู้เชี่ยวชาญของ MeSpace มุ่งมั่นที่จะให้ข้อมูลและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ สำหรับการเก็บของของคุณ ตั้งแต่เคล็ดลับในการจัดระเบียบและ ทำความสะอาดไปจนถึงวิธีการเก็บของขั้นสูง รวมถึงให้คำแนะนำอย่างครอบคลุมเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพื้นที่เก็บของของคุณและทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น



